เพราะเหตุนี้นี่เอง! ตำรวจจึงชอบ “แย่งกันรักษากฎหมาย” อ่านแล้วจะเข้าใจ!

0

ผู้ใช้เฟซบุ้ค Apisak Thanas ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยได้แสดงความคิดเห็นว่า…

สืบเนื่องจากข่าวตำรวจวิ่งเต้นจ่ายเงินซื้อขายตำแหน่งกันเกือบล้านบาทเพื่อเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นสารวัตรจราจรเมื่อไม่นานมานี้

ในทางธุรกิจ เมื่อเจ้าของธุรกิจต้องเสียเงินลงทุนในกิจการไปเกือบล้าน เขาก็ต้องหวังถอนทุนคืนพร้อมบวกกำไรจากการขายสินค้า แต่ถ้าตำรวจต้องเสียเงินลงทุนเกือบล้าน โดยที่ไม่ได้ทำธุรกิจอะไร แล้วเขาจะไป “ถอนทุน” คืนจากใคร ที่ไหน และอย่างไร ?

ประชาชนคงมองภาพออกแล้วใช่ไหม ว่าเพราะเหตุใด ตำรวจไทยจึงชอบ “แย่งกันรักษากฎหมาย” ตั้งด่านพร่ำเพรื่อถี่ยิบแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ขยัน เป็นเช่นนี้ไปทั่วทุกหัวระแหง ทุกถนนหนทางในประเทศไทย และยังเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหารถติดและเกิดอุบัติเหตุด้วย

ทั้งยังเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติทางหลวง มาตรา 39 “..ห้ามมิให้ผู้ใดปิดกั้นหรือนำสิ่งใดมาวางหรือขวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล..”
ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสามปีตามมาตรา 72 และหากการกระทำนั้นก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตก็จะมีความผิดทางอาญาข้อหากระทำประมาทโทษจำคุกสิบปี หากบาดเจ็บสาหัสโทษจำคุกสามปี และผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีให้ผู้รับผิดชอบร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายได้ !

ประชาชนรู้ไหมว่า ตำรวจผู้ใหญ่ไม่ได้ออกแรงจับอะไรเลย ก็ได้เงินรางวัลจากการจับของลูกน้องทุกคนด้วย
ทำให้ตำรวจลูกน้องได้น้อยเพียง 10% ทั้งที่สิทธิของผู้จับตามกฎหมายได้ 20% คนอื่นที่ไม่ได้จับไม่มีสิทธิได้เงินนี้
ผู้กำกับได้มากสุด แบ่งให้ผู้การฯ แล้วผู้การฯ ส่งให้ผู้บัญชาการ แม้กระทั่งปทุมวัน
ผู้การจราจรได้ส่วนแบ่งค่าปรับเดือนละเท่าไร ประชาชนรู้ไหม ?

ในประเทศที่เจริญแล้ว การแบ่งแยกอำนาจกัน ให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุล ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เขาจึงวางระบบป้องกันไว้ทั้งสิ้น ด้วยการแยกงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกจากตำรวจผู้กล่าวหาจับกุมและใช้อาวุธ แต่ตำรวจไทยเป็นทั้งผู้ถืออาวุธ มีอำนาจทั้ง กล่าวหา จับกุม และสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งเปรียบเทียบปรับอยู่ในตัวเบ็ดเสร็จ โดยไม่มีการแบ่งแยกอำนาจออกจากกัน จึงทำให้เกิดพฤติกรรมลุแก่อำนาจหรือ “อำนาจเป็นพิษ” ขึ้นในที่สุด

ที่มา Apisak Thanas

Share.

Leave A Reply