เปิด จม. “เจ้าสัวซีพี” ตอบกลับถึง บิ๊กตู่ ควัก 700 ล้าน สู้ วิกฤตโควิด-19

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ทําหนังสือลงวันที่ 20 เม.ย.2563 ส่งถึงบรรดามหาเศรษฐีไทยทั้งที่ติดอันดับ 1 ใน 20 พร้อมระบุส่งจดหมาย หาเจ้าสัวในฐานะที่ท่านเป็นผู้อาวุโสของสังคม และซาบซึ้งใจที่หลายท่านได้ลงมือช่วย เหลือประชาชนไปแล้วหลายเรื่อง

แต่ผมต้องการขอให้ทุกท่านทําเพิ่มเติม โดยใช้ ศักยภาพของท่านมาทําให้เกิดการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนคนไทยที่กําลัง เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของเจ้าสัว ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือตอบรับนายกฯ โดยระบุในหนังสือตอบรับว่า “ผม ถือเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทําเพื่อประเทศโดยเฉพาะในยามวิกฤต เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และขอเป็นกําลังใจให้นายกรัฐมนตรีและ รัฐบาลในการนําประเทศชาติ ก้าวผ่านสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ถือเป็น วิกฤตการณ์ร้ายแรงของประเทศและของโลกในครั้งนี้

และขอยกย่องในความเสียสละ ของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ถือเป็นนักรบแนวหน้าในการรักษาชีวิตพี่น้องประชาชน ไทย ทําให้วันนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มีแนว โน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลถึงวันที่ 30 เมษายน 2563)

นอกจากนี้ทุกครั้งที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตในอดีตจนถึงปัจจุบัน จะเห็นความ สามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยจากทุกภาคส่วน ออกมาให้ความช่วยเหลือ อย่างต่อเนื่องเสมอมา

เช่นเดียวกับวิกฤตในครั้งนี้ ที่จะเห็นได้ว่า ทุกภาคส่วนได้ออก มาร่วมแรงร่วมใจกันทําหน้าที่ของตนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทยอย่างดี มาโดยตลอด พร้อมทั้งเสนอสิ่งที่ผมและเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ดําเนินการแล้ว รวมยอดกว่า 700 ล้านบาท พร้อมเสนอโครงการที่จะดําเนินการในระยะต่อไป”

ปัจจุบัน เครือซีพีและบริษัทในเครือได้ดําเนินโครงการเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุน บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน พนักงาน และอีกหลายภาคส่วนแล้วหลายโครงการ ซึ่งจะยังคงดําเนินโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้งบประมาณรวมในโครงการที่ได้ ดําเนินการไปแล้วทั้งหมดคิดเป็นมูลค่าประมาณ 701.6 ล้านบาท

ส่วนที่ 1 : ระยะแรก การให้ความช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์  ดําเนินการสร้าง “โรงงานงานซีพีหน้ากากอนามัยฟรีเพื่อบุคลากรทางการแพทย์” ใช้ งบประมาณ 175ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน โดยผลิตและ ส่งมอบหน้ากากอนามัยฟรี 3,000,000 ชิ้นต่อเดือน โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นผู้จัดสรรให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลทั่ว ประเทศ

“สนับสนุน Antibody test kit จํานวน 110,000 ชิ้น มูลค่ารวม 20 ล้านบาท ให้โรง พยาบาลรามาธิบดี”

“บริจาคห้อง Conference System จํานวน 2 ชุด มูลค่า 5 ล้านบาท ให้กับโรง พยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย”

“มอบเงินสนับสนุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จําเป็น”

“มอบเงิน 77 ล้าน ให้กับ 77 โรงพยาบาล ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศภายใต้โครงการ”คน ไทยไม่ทิ้งกัน” (ถึงปัจจุบันขยายเพิ่มอีก 5 โรงพยาบาล) มอบชุด PPE จํานวน 94,830 ชุด หน้ากากอนามัย KN95 จํานวน 75,480 ชิ้น แอลกอฮอล์ 3,670 ลิตร

และอุปกรณ์ ป้องกันเชื้อโรค (เครื่องช่วยหายใจ เครื่อง Monitor หัวใจ เครื่อง Monitor สําหรับผู้ ป่วย เตียงและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ)ดําเนินการโดยซีพีออลล์”

“สนับสนุนอาหารให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จํานวน 120 แห่งทั่วประเทศ (เริ่ม 1 มีนาคม2563) และยังคงส่งมอบให้กับทุกโรง พยาบาลในโครงการอย่างต่อเนื่อง ดําเนินการโดยซีพีเอฟ”

“สนับสนุนอาหารให้ครอบครัวบุคลากรทางการแพทย์ จํานวน 30,000 ครอบครัว (เริ่ม 9 เมษายน 2563 และยังดําเนินการอย่างต่อเนื่อง) โดยส่งอาหารถึงบ้านให้กับ บุคลากรทางการแพทย์ของรัฐที่มีส่วนช่วยดูแลสถานการณ์ โควิด-19ดําเนินการโดยซี พีเอฟ”

“สนับสนุนแท็บเล็ต และโทรศัพท์วิทยุสื่อสารจํานวนกว่า 500 เครื่อง พร้อมซิมทรูมูฟ เอช ที่ไม่จํากัดปริมาณ”

การใช้งานแก่โรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยโควิด-19รวม 50 แห่งทั่ว ประเทศ ดําเนินการโดยกลุ่มทรู

“มอบซิมแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตไม่จํากัด พร้อมโทรฟรีทุกเครือข่าย นาน 90 วัน จํานวน 2,000 ซิม ดําเนินการโดยกลุ่มทรู”

“มอบข้าวสารสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ โดยข้าวตราฉัตร”

การให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องประชาชน และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ

“ดูแลผู้เฝ้าระวังตนที่กลับจากต่างประเทศ ผ่านโครงการ มอบอาหารจากใจ ต้านภัยCOVID ส่งอาหารถึงบ้าน ให้กับผู้เฝ้าระวังตนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเพื่อ ลดโอกาสการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 โดยมอบให้กว่า 20,000 ราย (จบ โครงการแล้ว) ดําเนินการโดยซีพีเอฟ”

“มอบไข่ไก่เพื่อทําอาหารปรุงสุกพร้อมทานแจกจ่ายผู้ยากไร้และว่างงานดําเนินการ โดยซีพีเอฟ”

“โครงการลดจริงไม่ทิ้งกัน” โดยช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพประชาชนในช่วงโควิด-19 โดยจําหน่ายอาหารพร้อมทานในราคา 20 บาท จํานวน 1,000,000 ถาด ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ดําเนินการโดยซีพีเอฟ”

“โครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน ร่วมด้วยช่วยค่าครองชีพ” สนับสนุนข้าวกล่องจํานวน 13 ล้านกล่อง จํานวณ 13 ล้านกล่อง จำหน่ายในราคา 20 บาทดำเนินการโดยซีพีออลล์

การให้ความช่วยเหลือพนักงานกว่า 300,000 คนในประเทศไทย

“ในช่วงเวลาการระบาดของโควิด-19เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความมั่นใจแก่เพื่อน พนักงานทุกคนว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ไม่มีนโยบายเลิกจ้างอัน เนื่องมาจากผลกระทบของสถานการณ์นี้ สร้างขวัญกําลังใจในการทํางาน และการ ดํารงชีพและปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป”

“หากพนักงานได้รับเชื้อโควิด-19เครือเจริญโภคภัณฑ์มีนโยบายดูแลพนักงานโดยรับ ผิดชอบค่ารักษาพยาบาล”

“สําหรับบุคคลในครอบครัวของพนักงานได้แก่ คู่สมรสและบุตร ซึ่งได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์นี้ เช่น ถูกเลิกจ้าง หรือ ไม่ได้รับค่าจ้างอันเนื่องจากการปิดงาน หรือ ปิดกิจการร้านค้าของตนเอง จนไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ไหวเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนด้วยการมอบคูปองอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนําไปซื้ออาหาร และเครื่องดื่ม”

“ให้ความช่วยเหลือด้านค่าเล่าเรียนของบุตรธิดาของพนักงานที่เดือดร้อนเช่น การขอกู้ ยืมเงินฉุกเฉินระยะสั้นการติดต่อกับสถาบันการเงิน เป็นต้นโดยจะพิจารณาให้ความ ช่วยเหลือเป็นรายกรณีไป”

การให้ความต่อเนื่องกับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคการศึกษา

“ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหาร SME นําร่องกว่า 50 ร้านค้าพันธมิตรในเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผลักดันเข้าสู่ตลาดออนไลน์ และสนับสนุนพื้นที่สื่อโฆษณาทุกช่องทางให้กับร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ โดยใน อนาคต มีแผนจะขยายพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้ครอบคลุมกว้าง ขวางมากขึ้น ดําเนินการโดยซีพีอินเตอร์เทรด”

“มอบ ซิมสามัญประจําบ้าน แจกฟรีที่ 7-Eleven ทั่วประเทศ โดยสามารถใช้ แพลตฟอร์ม True Virtual World เพื่อเรียนทางไกลและทํางานที่บ้าน โดยไม่เสียค่า อินเทอร์เน็ต โทรฟรีสายด่วนสําคัญช่วงสถานการณ์โควิด-19 ดําเนินการโดยกลุ่มทรู”

“ให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาในการเข้าถึงองค์ความรู้โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม True Virtual World เพื่อสนับสนุนการเรียนทางไกล ดําเนินการโดยกลุ่มทรู”

การให้ความช่วยเหลือพระสงฆ์

“ถวายปัจจัยสมทบทุนช่วยเหลือพระสงฆ์ทั่วประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ใน ช่วงวิกฤตโควิด-19 จํานวน 500 วัด ผ่านทางสํานักเลขาฯสมเด็จพระสังฆราช เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนที่พระสงฆ์ สามเณร ที่ไม่สามารถออกมารับอาหารบิณฑบาต และกิจนิมนต์ต่างๆ ของประชาชนได้ดําเนินการโดยซีพีออลล์”

การให้ความช่วยเหลือชุมชน

“โครงการกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPFส่งอาหารจากใจสู่ชุมชน” ดําเนินการส่งมอบ อาหารให้กับชาวชุมชนคลองเตยกว่า 8,499 หลังคาเรือน”

“โครงการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกทม. ร่วมกับ CPFส่งอาหารจากใจสู่ ชุมชน” (จะเริ่มในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2563) ส่งมอบอาหารมื้อกลางวันเพื่อ แบ่งเบาภาระให้กับชาวชุมชนแออัดต่างๆ ใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวม 2 เดือน”

เนื้อหาในจดหมายของนายธนินท์ ระบุอีกว่า “ในระยะต่อไป สิ่งที่ประเทศไทยควร ดําเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การเตรียมการเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ต้องรักษาความเชื่อมั่น และประคองระบบสังคม วิถีชีวิต ให้สามารถดํารงอยู่ได้ ธุรกิจ ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องไม่ล้มหายตายจากไป และยังรักษาการจ้างงาน พี่น้อง ประชาชน จะยังคงมีรายได้เลี้ยงชีพอาชีพอิสระ อาชีพรับจ้าง เกษตรกร หรือแม้กระทั่ง คนว่างงาน จะยังคงมีรายได้เพียงพอในการยังชีพมีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน

นอกจากนี้ ในยามที่ฟ้ามืด ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อยามฟ้าสว่าง นั่นคือ การเตรียมแผนฟื้นฟูประเทศไทยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และหากมองวิกฤตนี้เป็น โอกาส และ ประเทศไทยกล้าตั้งเป้าหมายให้ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ โลก” ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเงิน และเทคโนโลยี ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อม อยู่แล้ว”

ทั้งนี้ ซีพีขอนําเสนอโครงการที่ซีพีจะดําเนินการในระยะต่อไป ซึ่งโครงการที่น่าสนใจ คือ โครงการปลูกน้ํา โดยเน้นว่าประเทศไทยไม่เป็นเพียงอู่ข้าวอู่น้ําของคนไทย แต่ได้ พัฒนาจนกลายเป็นผู้นําการผลิตอาหารให้แก่ชาวโลกอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดี ความ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่รวดเร็วและรุนแรงได้บั่นทอนทรัพยากรน้ําอันเป็น ปัจจัยสําคัญยิ่งในการสร้างผลผลิตการเกษตร

นอกจากนี้ในแต่ละปีประเทศไทยต้องประสบปัญหาน้ําแล้งและน้ําท่วมซ้ําซาก เพราะ ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณบริหารจัดการทรัพยากรน้ําให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อแก้ปัญหาให้จบสิ้นและเบ็ดเสร็จถาวรได้ ซ้ําร้ายแม่น้ําโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ําสําคัญ ของหลายประเทศ ก็ถูกประเทศต้นน้ําสร้างเขื่อนขึ้นมากกว่า 11 แห่ง และยังคงสร้าง เขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ประเทศปลายน้ําเช่นประเทศไทย ซึ่งมีระบบ ชลประทานครอบคลุมเพียง 30% ของเนื้อที่ ถูกลดทอนความมั่นคงของประเทศและ ความสามารถด้านการผลิตอาหารลงไปเรื่อยๆ โดยปริยาย

ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรมี หนี้สินล้นพ้นตัว ยากจนอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถูกบีบคั้นอย่างไม่มีทางออก จะจัดแบ่งที่ ทํากินให้ลูกหลานทําต่อก็ทําให้แปลงเล็กลงและต้นทุนก้าวกระโดดขึ้นจนขาดทุน ทําการเกษตรไม่ได้ ทําให้ลูกหลานเกษตรกรต้องอพยพเข้าเมืองหนีจากภาคเกษตรซึ่ง ขาดแรงจูงใจดูดรั้งให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นปัจจุบันที่มีอายุเฉลี่ยกว่า 58 ปีได้ ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ปัญหาทรัพยากรน้ําจึงจําเป็นต้องถูกแก้ไขเป็นการ เร่งด่วนที่สุด

นอกจากความท้าทายที่เกิดขึ้นจากปัจจัยน้ําที่ได้กล่าวไปแล้ว ผลิตผลข้าวก็มีปัญหาใน ตัวเอง คือ ในตลาดโลกการผลิตข้าวมีปริมาณมากกว่าความต้องการข้าวอย่างต่อ เนื่องมาเป็นหลายทศวรรษหลังการยุติของสงครามเย็น ทําให้ราคาข้าวตกต่ํามาโดย ตลอด เฉพาะประเทศที่สามารถพัฒนาการปลูกข้าวไปสู่อุตสาหกรรมข้าวครบวงจร

คือสามารถบริหารจัดการผ่านสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ดําเนินการตั้งแต่ต้นทางคือ ปลูกข้าวบนพื้นที่ๆเป็นแปลงติดกันขนาดใหญ่มาก ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง แทนแรงงานคน ก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลงได้อย่างมากจนสามารถ แข่งขันทํากําไรในราคาที่ตกต่ําได้

แต่สําหรับประเทศกําลังพัฒนา เช่นประเทศไทย ที่ยังใช้วิธีดั้งเดิมผ่านชาวนาเกษตรกร รายย่อย ก็ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักและต่อเนื่องโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยง ได้ ทําให้ภาครัฐบาลมีความจําเป็นต้องนําวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและแก้ปัญหา เฉพาะหน้าไปก่อน เช่น การประกันราคาข้าว การจํานําข้าว และการพักชําระหนี้ ซึ่ง มิใช่การแก้ปัญหาจริงแต่เป็นเพียงการซื้อเวลาการแก้ปัญหาออกไป แม้การจะแก้ ปัญหาโดยการกําหนดให้ชาวนาเปลี่ยนไปปลูกพืชมูลค่าสูงอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของ ตลาด เช่น

ไม้ผลและไม้ยืนต้น แต่ก็ต้องใช้เวลารอผลผลิตหลังปลูกไม่ต่ํากว่า 3 ถึง 5 ปี ระหว่างนั้นชาวนาจะมีรายได้เลี้ยงชีพอย่างไร? ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจการเกษตรที่ ได้กล่าวมานี้จะถูกแก้ไข ผ่านแผนยุทธการถ่าย”ปลูกน้ํา” ซึ่งซีพีได้ทําการศึกษามาระ ยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ํา ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกร ไทยให้มากที่สุด

ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกหลายมาตรการที่ดี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในภาวะวิกฤตโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องและเห็นผล จึงถือได้ว่า โครงการที่เสนอมานี้ เป็นเพียงส่วนเสริม ในการบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ข้อเสนอ ที่เป็นประโยชน์ในเอกสารฉบับนี้ เป็นมุมมองของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งอยู่ที่ภาครัฐ จะเลือกนําไปใช้ตามความเหมาะสม หากมีคําแนะนําสิ่งใดที่ควรทําเพิ่มเติม เครือ เจริญโภคภัณฑ์ยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนต่อไป

Previous Article
Next Article

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

กำลังโหลด...

sponcered

กำลังโหลด...

ads